กรีดยางโต้รุ่งแค่ทางเลือก

โฆษกคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจงข้อข้องใจชาวสวนยาง ย้ำไม่มีการบังคับกรีดยางโต้รุ่ง เป็นเพียงทางเลือกสมัครใจช่วงปิดกรีด ไม่มีนโยบายส่วนปลูกทุเรียนแซมยาง พร้อมอุดหนุนโค่นยางไร่ละ 2 หมื่นบาท เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามกฎหมาย

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากสื่อสังคมออนไลน์ได้สะท้อนห่วงใยและมุมมองต่อเกษตรกรถึงกรณีที่ทางคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ได้มีแนวคิดที่จะส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยาง โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนฯมีความตระหนักดีว่านโยบายด้านการเกษตรจะสำเร็จได้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวสวน และเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความกังวลของชาวสวนยาง จึงขอชี้แจงโดยเฉพาะ กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวถึงการสนับสนุนการกรีดยางโต้รุ่ง แล้วให้ทำงานกลางวันต่อ 

โดยข้อเท็จจริงแล้ว การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ไม่ได้มีนโยบายบังคับหรือคาดหวังให้เกษตรกรทำงานหนักจนเกินขีดจำกัดของร่างกาย หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตจนกระทบต่อสุขภาพ แต่มุ่งเน้นการบริหารจัดการเวลาและพื้นที่: แนวคิดเรื่องอาชีพเสริมเป็นเพียง“ทางเลือกสมัครใจ" สำหรับครอบครัวที่มีแรงงานเพียงพอ หรือกลุ่มที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ราคายางมีความผันผวน หรือช่วงฤดูปิดกรีดที่ขาดรายได้เพื่อมุ่งแก้ปัญหาราคายางเป็นหลัก ซึ่งกยท. ยังคงทุ่มเทในการเสถียรภาพราคายางพารา การปราบปรามยางเถื่อน และการยกระดับมาตรฐานยางไทย (เช่น มาตรฐาน EUDR) เพื่อให้รายได้หลักจากการกรีดยางนั้นคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด 

สำหรับประเด็นที่มีการที่คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ มีแนวคิดที่จะส่งเสริมการปลูกทุเรียนแซมยาง นั้น กยท. ไม่มีนโยบายที่จะให้ปลูกทุเรียนใต้ร่มเงาต้นยาง ซึ่งจากการหารือร่วมกับนักวิชาการเกษตร กยท. ได้ปรับแนวทางเป็นการ "ปลูกทดแทน" (Replanting) หรือการ "จัดการพื้นที่เชิงเดี่ยวในแปลงเดียวกัน" โดยแบ่งโซนชัดเจน ไม่ใช่การปลูกใต้ร่มเงาต้นยางเดิมที่จะแย่งอาหารและเกิดโรครา อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าวจะต้องคัดกรองพื้นที่: การส่งเสริมจะทำเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง มีแหล่งน้ำเพียงพอ และสภาพดินเหมาะสมต่อการปลูกไม้ผลเท่านั้น จะไม่มีการส่งเสริมให้ปลูกทุกพื้นที่อย่างเด็ดขาด

ส่วนประเด็นข้อกังวลในการใช้เงินจาก กองทุนพัฒนายางพารา (Cess) ผิดวัตถุประสงค์ และเงินสนับสนุนสำหรับโค่นยาง 20,000 บาทไม่เพียงพอนั้น นายธีระชัยเน้นย้ำว่า การใช้เงินกองทุนพัฒนายางพารา (Cess) ต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย มาตรา 49 (2) เพื่อส่งเสริมการปลูกแทน และจำนวนเงินมีการคำนวณอย่างมีระบบทำตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สูงสุด ของเงินสงเคราะห์นี้ถูกนำมาใช้ในส่วนของการ "ปลูกแทนด้วยพืชอื่นที่มีอนาคตทางเศรษฐกิจ" เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางพาราในตลาดให้อยู่ในจุดที่สมดุล ซึ่งจะช่วยดันราคายางให้สูงขึ้นตามกลไกตลาด เป็นการช่วยชาวสวนยางโดยอ้อม 

ส่วนงบประมาณไร่ละ 20,000 บาท: เงินจำนวนนี้คือ "เงินอุดหนุน/เงินช่วยเหลือเบื้องต้น" จากรัฐ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าโค่นต้นยางเก่า ค่าเตรียมดิน ค่ากิ่งพันธุ์ และปุ๋ยรองพื้นในช่วงเริ่มต้น ไม่ใช่เงินทุนทั้งหมดที่รัฐคาดหวังให้ใช้จนเก็บเกี่ยวได้ สำหรับมาตรการเสริมรองรับ กยท. ได้เตรียมประสานงานกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธ.ก.ส. เพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ส่วนระบบน้ำและระบบการดูแลระยะยาว ควบคู่ไปกับการส่งเสริมแบบแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนสารเคมีและปุ๋ย
นายธีระชัย บอกอีกว่าทุกนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท. ได้ผ่านการกลั่นกรองและพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขทันทีหากพบว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้เกิดคุ้มค่า และทำให้ชาวสวนยางลืมตาอ้าปากได้อย่างมั่นคงเท่านั้น

ความคิดเห็น